travel news

วัดอรุณราชวราราม

วัดอรุณราชวราราม (Temple of the Dawn, Bangkok) หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันติดปากว่า วัดแจ้ง (Temple in Bangkok) เป็น พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมทีเรียกว่า วัดมะกอก ต่อมาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ชาวบ้านเรียกจนติดปากว่า วัดแจ้ง เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้วัดแจ้งเป็นวัดในเขตพระราชฐาน และใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่ทั้งหมด แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 1 กระทั่งเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย วัดแห่งนี้จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 เมื่อบูรณะเสร็จ ได้พระราชทานนามว่า “วัดอรุณราชธาราม” โดยมีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน ในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการก่อสร้างเสริมพระปรางค์องค์ใหญ่ให้มีความสูง 82 เมตร กว้าง 234 เมตร และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 […]

พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง

ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมอันงดงามของ “พระตำหนักดอยตุง” หรือ “พระตำหนักสมเด็จย่า” ที่ปลูกสร้างขึ้นมาในกลิ่นอายล้านนาผสมผสานกับความเรียบง่าย และรายล้อมด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ที่เติมเสน่ห์ ให้สถานที่แห่งนี้มีความร่มรื่นและน่ารื่นรมย์ พระตำหนักดอยตุงนั้น เกิดขึ้นโดยพระราชดำริของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้าง “บ้านหลังแรก” ของพระองค์หลังนี้ขึ้นมา เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2530 เพื่อที่จะได้ทรงแปรพระราชฐานมาทรงงานที่นี่ ทั้งนี้ พระตำหนักปลูกสร้างอยู่บนเนินเขาที่เผยให้เห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดตา โดยมีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะแบบล้านนา ที่เป็นบ้านปีกไม้ มีกาแล ผสมกับลักษณะบ้านพื้นเมืองของชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เรียกว่า ชาเลต์ (Swiss Chalet) โดยมีไม้แกะสลักเป็นเชิงชายลายเมฆไหลอ่อนช้อย เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้สอยได้อย่างครบครัน นอกจากนี้สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษคือ เพดานดาวที่มีตำแหน่งของดาวเรียงกันเหมือนเช่นในวันพระราชสมภพ ที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 07.00-17.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับบุคลทั่วไป 90 บาท ผู้สูงอายุและนักเรียนนักศึกษา 45 บาท (โปรดแสดงบัตร) ทิปส์ท่องเที่ยว • นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมนั้นสามารถเข้าชมห้องบรรทมและห้องทรงงานได้ แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปใด ๆ • มีเจ้าหน้าที่นำชมเป็นรอบ ๆ ละ 20 นาที

น้ำตกร้อน

ตั้งอยู่บริเวณบ้านบางคราม-บ้านบางเตียว อำเภอคลองท่อม เป็นน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งในบรรดาน้ำพุร้อนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณนี้ น้ำจะไม่ร้อนมาก มีอุณหภูมิประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส เป็นน้ำร้อนที่ซึมขึ้นมาจากผิวดินซึ่งมีป่าละเมาะปกคลุมร่มรื่น สายน้ำไหลไปรวมกันตามความลาดเอียงของพื้นที่ บางช่วงมีควันกรุ่นและคราบหินปูนธรรมชาติพอกอยู่เป็นชั้นหนาทำให้เกิดทัศนียภาพสวยงามแปลกตา โดยเฉพาะบริเวณที่ธารน้ำร้อนไหลลงสู่คลองท่อมลดระดับเกิดเป็นลักษณะคล้ายชั้นน้ำตกเล็ก ๆ

คุ้มบุญตามทัน พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญา

คุ้มบุญตามทัน พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญา ตั้งอยู่ที่ศูนย์ประชุมแก่งเลิงจาน หมู่ที่ 17 ตำบลแก่งเลิงจาน เป็นแหล่งรวบรวมของเก่า ของแปลก ภาพถ่าย วัตถุมงคล ซึ่งนายสุรศักดิ์และนางจุรีรัตน์ (เรือนทอง) จันทรจำนง สะสมไว้เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ภายในแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จัดแสดงเครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว เครื่องลายครามและจัดแสดงของโบราณ อายุตั้งแต่ 30-100 ปี ส่วนที่ 2 จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองนครจำปาศรีและเมืองสาลคาม พระพิมพ์ กรุนาดูน พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ ในวิถีชีวิตของคนอีสานดั้งเดิม ส่วนที่ 3 จัดแสดงเครื่องเล่น เครื่องดนตรีโบราณของชาวอีสาน ซึ่งผู้เข้าชมสามารถทดลองเล่นได้จริง ส่วนที่ 4 มีชื่อเรียกว่า ตลาดปันรัก เป็นที่จำหน่ายของที่ระลึกต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นงานหัตกรรมในชุมชน

พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ตามตำนานกล่าวว่าองค์พระธาตุเดิมสร้างมานานไม่น้อยกว่า 2,300 ปี โดยพระมหากัสสปะพร้อมพระอรหันต์ 500 องค์ ได้นำพระอุรังคธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ พระธาตุพนมเคยล้มทลายลงทั้งองค์ใน พ.ศ. 2518 เนื่องจากความเก่าแก่และถูกพายุฝนกระหน่ำต่อเนื่องกันหลายวัน ชาวไทยทั้งประเทศได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2522

พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพราะเครื่องถ้วยคือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2543 เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อเก็บรวบรวมเครื่องถ้วยโบราณ จำนวนกว่า 2,000 รายการที่อาจารย์สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมอบให้เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกี่ยวกับเครื่องถ้วยสมัยประวัติศาสตร์ทุกแง่มุม ซึ่งเครื่องถ้วย หมายถึง สิ่งของทุกชนิดที่ทำด้วยดินแล้วนำมาเผานับตั้งแต่จานที่ใช้กันภายในครัวกระเบื้องมุงหลังคาตลอดจนเครื่องสุขภัณฑ์ ต่างจากเครื่องปั้นดินเผาเป็นศัพท์ทั่วไปใช้เรียกดินที่ถูกไฟเผาทุกชนิดซึ่งเลียนแบบการสร้างเตาเผาเครื่องถ้วยของไทยที่มักสร้างบางส่วนอยู่ใต้ดิน พิพิธภัณฑสถานบางส่วนจึงอยู่ใต้ดิน อาคารหลังนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท อาคารสถาบันหรืออาคารทางศาสนา ประจำปี 2551 และเป็น 1 ใน 9 ของสถาปัตยกรรมสีเขียวดีเด่นของไทย (ASA Green Awards) ประจำปี 2552 อีกด้วย โดยด้านหน้านั้นจำลองเตาเผาที่มีชื่อว่า เตาประทุนแบบล้านนา ที่รวบรวมลักษณะเตาเผาทางภาคเหนือหลายแห่ง แสดงให้เห็นเทคโนโลยีพื้นฐานของช่างปั้นภาคเหนือของไทย ส่วนภายในอาคารแห่งนี้จัดแสดงเรื่องพัฒนาการของเครื่องถ้วยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นเครื่องถ้วยโบราณเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากกลุ่มเตาในราชอาณาจักรไทยที่ค้นพบที่ตำบลบ้านเชียง แหล่งขุดค้นบนเทือกเขาถนนธงชัย แหล่งขุดค้นตาก – อมก๋อย รวมทั้งเครื่องถ้วยเขมรที่ผลิตจากกลุ่มเตาพนมดงเร็ก ที่นี่ต้องการกระตุ้นให้ผู้เข้าชมเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรวมทั้งเป็นคลังบรรณสารทางเครื่องถ้วยที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพรอยสลักผาสามพันปีที่ภูผายล

ตั้งอยู่ที่บ้านนาผาง ตำบลกกปลาซิว อำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 38 กิโลเมตร ภูผายลเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ ในบริเวณนั้นมีภาพแกะสลักบนหน้าผาหินเป็นรูปภาพต่าง ๆ แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ ที่ใช้ของแข็งขูดขีดลงบนหน้าผา เป็นรอยแกะสลักโบราณอายุกว่า 3,000 ปี เป็นรูปคน กวาง วัว ควาย ลายเรขาคณิต ฝ่ามือไร่นา เป็นต้นนอกจากนี้ ยังมีธรรมชาติรอบข้างเป็นป่าเขาที่สวยงาม

เขื่อนบางลาง

ที่นี่คือเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อกั้นแม่น้ำปัตตานี อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเอนกประสงค์แห่งแรกในภาคใต้ ตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานี โดยมีการสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม 2524 และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่นี่มีลักษณะเป็นเขื่อนเป็นหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 85 เมตร ยาว 430 เมตร สันเขื่อนกว้าง 10 เมตร ฐานเขื่อนกว้าง 366 เมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 72,000 กิโลวัตต์ และอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนยังอำนวยประโยชน์ในด้านการชลประทานสู่พื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดยะลาและปัตตานี ซึ่งน้ำที่ปล่อยออกมาก็นำมาผลิตไฟฟ้านำจ่ายให้ประชาชนในภาคใต้ได้ใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม และยังช่วยบรรเทาอุทกภัยน้ำท่วมในบริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำปัตตานีได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญในภาคใต้อีกด้วย

วนอุทยานนายูงน้ำโสม

อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม เป็นพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี เลย และหนองคาย มีสภาพภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงชันสลับซับซ้อนที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200-500 เมตร ภูเขาที่สูงที่สุดคือ ภูย่าอู่ สูงประมาณ 588 เมตร

กู่ประภาชัย หรือ กู่บ้านนาคำน้อย

กู่ประภาชัย หรือบางคนเรียกว่ากู่บ้านนาคำน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านนาคำน้อย หมู่1,15 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น อยู่ห่างจากจังหวัดขอนแก่น ประมาณ 57 กิโลเมตร การเดินทางไปตามเส้นทางเดียวกันกับพระธาตุขามแก่น โดยตรงต่อไปก่อนถึงสะพานข้ามคลองส่งน้ำจากลำน้ำพองเลี้ยวซ้ายตามถนนลาดยางเลียบคลองชลประทาน แล้วเลี้ยวขวาสะพานเข้าหมู่บ้านนาคำน้อยก็จะถึงที่ตั้งกู่ประภาชัยซึ่งอยู่ภายในวัดบ้านนาคำน้อย