พ่อแม่พี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วย พอจะได้ออกจากโรงพยาบาลแต่ยังลุกเดินเหินไม่ค่อยไหว มีดำริว่าคงต้องใช้รถเข็นไปก่อนแน่ๆ พอเดินไปถึงร้านขายยาเจอวีลแชร์วางเรียงกันสารพัดแบบ ตั้งแต่รุ่นรถถังโครงเหล็กใหญ่สตรองแบบที่ใช้ในโรงพยาบาล จนถึงคันเล็กสวยเฉี่ยวเหมือนที่นักกีฬาใช้ ราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาทจนถึงหลักแสน ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรดี วันนี้มาแนะนำแนวทางง่ายๆ ค่ะ

วีลแชร์เป็นสัญลักษณ์ของการเดินไม่ไหว อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ ใครจะเป็นคนเข็นวีลแชร์คันนี้ เป็นตัวคนไข้เองหรือคนอื่นเข็นให้ หากต้องมีผู้อื่นเข็นให้ตลอด ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้วีลแชร์ที่มีล้อหลังขนาดใหญ่ก็ได้ การเลือกแบบล้อเล็กทั้งสี่ล้อก็จะทำให้ได้รถขนาดเล็กและเบาลง สามารถพับเก็บในรถยนต์เวลาเดินทางได้ง่ายขึ้น
สภาพร่างกายของผู้ใช้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คอยกำหนดลักษณะวีลแชร์และอุปกรณ์เสริมที่ต้องการ เช่น ความสามารถในการทรงตัวนั่งจะเป็นสิ่งกำหนดระดับความสูงของพนักพิง หากคนไข้ไม่สามารถนั่งทรงตัวได้เลย คออ่อนคอพับตลอดเวลาอาจจำเป็นต้องได้รถที่มีพนักสูงถึงระดับที่รองศีรษะได้ หรืออาจถึงขั้นต้องมีหมอนรองคอหรือเบาะรองหลังที่ช่วยพยุงลำตัวให้ทรงตัวนั่งได้ รวมถึงอุปกรณ์เสริมเช่นเข็มขัดรัดที่นั่ง แต่หากทรงตัวได้ในระดับหนึ่งเช่นในคนป่วยทั่วๆไปพนักพิงมาตรฐานจะสูงประมาณระดับสะบัก หากทรงตัวดีมากและต้องการรถที่มีความคล่องตัวสูงเช่นในกลุ่มคนพิการที่เข็นรถด้วยตัวเอง ระดับความสูงพนักพิงก็สามารถลดลงมาได้ถึงระดับเอว
ความสามารถในการเคลื่อนย้ายตัวเองจะเป็นตัวกำหนดลักษณะที่พักแขนรวมถึงที่วางเท้า หากคนไข้หรือคนพิการไม่สามารถยืนได้และยังต้องอาศัยผู้ช่วยในการเคลื่อนตัวจากเตียงมายังวีลแชร์ ก็อาจเลือกรถที่สามารถเปิดหรือถอดที่พักแขนและที่วางเท้าออกได้เพื่อให้ง่ายเวลายกตัวเคลื่อนย้าย
นอกจากนี้ ควรคิดเสมอว่าเมื่อเดินไม่ได้ วีลแชร์คือสิ่งทดแทนขาการเลือกซื้อวีลแชร์ไม่ต่างจากเลือกซื้อรองเท้า การได้ลองนั่งเองนั้นดีที่สุด แต่หากมีข้อจำกัดทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถไปทดลองเองได้ อย่างน้อยที่สุดต้องรู้ไซส์ค่ะไซส์ประกอบด้วยความกว้างของสะโพก ไม่ใช่รอบสะโพกนะคะ แต่เป็นระยะส่วนกว้างที่สุดของสะโพกเวลานั่ง ความกว้างของวีลแชร์ควรเท่ากับระยะนี้บวกไปอีกไม่เกิน 1-2 นิ้วฟุต การใช้วีลแชร์ที่กว้างมากเกินไปมากจะทำให้ผู้ใช้เข็นวีลแชร์ด้วยตัวเองได้ลำบาก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth