รอยเตอร์ – อิรักจัดการเลือกตั้งรัฐสภาเป็นครั้งแรกหลังมีชัยชนะเหนือกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในวันนี้ (12 พ.ค.) ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถฟื้นฟูเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้อย่างที่สัญญาไว้

อิรักซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพเรื่อยมา นับตั้งแต่สหรัฐฯ นำกำลังบุกโค่นผู้นำเผด็จการ ซัดดัม ฮุสเซน เมื่อปี 2003

ชาวอิรักจำนวนไม่น้อยหมดหวังกับนักการเมือง และใครก็ตามที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จะต้องเตรียมรับมือกับปัญหาท้าทายหลายด้าน เนื่องจากสงครามต่อต้านไอเอสที่ยืดเยื้อมานาน 3 ปีทำให้อิรักสูญเสียทางเศรษฐกิจไปมากถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โมซุลซึ่งเป็นนครใหญ่อันดับ 2 ทางตอนเหนือของอิรักเสียหายยับเยินจากสงครามปราบไอเอส และอาจต้องใช้เม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ความขัดแย้งระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ ที่เคยปะทุเป็นสงครามกลางเมืองเมื่อช่วงปี 2006-2007 ก็ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศแห่งนี้ ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของแบกแดดก็กำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ญามาล โมวาซาวี พ่อค้าเนื้อวัย 61 ปีที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันนี้ (12 พ.ค.) ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “ผมมาใช้สิทธิ์ แต่จะหางดออกเสียง เพราะทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความมั่นคงปลอดภัย ไม่มีงาน ไม่มีบริการสาธารณะ ผู้สมัครแต่ละคนก็หวังจะเข้ามาโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ได้คิดจะช่วยเหลือประชาชนจริงๆ”

ผู้สมัครนายกรัฐมนตรี 3 คนหลักๆ ได้แก่ ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, นูรี อัล-มาลิกี อดีตนายกฯ คนก่อนหน้า และ ฮาดี อัล-อามิรี ผู้บัญชาการกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องการการสนับสนุนจากอิหร่านทั้งสิ้น

การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ปี 2015 ส่งผลให้เตหะรานยิ่งต้องพยายามรักษาอิทธิพลทั้งด้านการทหารและการเมืองในอิรัก ซึ่งถือเป็นพันธมิตรอาหรับที่สำคัญที่สุด

นักวิเคราะห์มองว่านายกฯ อาบาดี ยังคงมีภาษีดีกว่าคู่แข่ง แต่ยังไม่อาจฟันธงว่าจะชนะหรือไม่ เพราะแม้จะ อาบาดี จะเข้าถึงชาวมุสลิมสุหนี่กลุ่มน้อย แต่ก็ถูกต่อต้านจากชาวเคิร์ดซึ่งโกรธแค้นที่ถูกขัดขวางความพยายามแยกตัวเป็นเอกราช

แม้การมีชัยเหนือไอเอสจะช่วยให้สถานะของรัฐบาล อาบาดี เข้มแข็งขึ้น แต่เขายังขาดความมีเสน่ห์ดึงดูด (charima) และไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริตคอร์รัปชัน

อามิรี นั้นเคยต่อสู้กับระบอบซัดดัมขณะที่ลี้ภัยอยู่ในอิหร่านนานกว่า 2 ทศวรรษ เขายังเป็นผู้นำกองกำลังบัดร์ (Badr Organization) ซึ่งถือเป็นแกนหลักของกลุ่มนักรบอาสาที่จับอาวุธขึ้นสู้กับไอเอส

สำหรับ มาลิกี ถูกวิจารณ์ว่าใช้นโยบายที่กระตุ้นความแตกแยก จนเป็นเหตุให้ไอเอสสามารถโน้มน้าวใจมุสลิมสุหนี่ที่เป็นประชากรกลุ่มน้อย และขยายอิทธิพลได้อย่างกว้างขวางในปี 2014

ทั้ง มาลิกี และ อามิรี ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับอิหร่านมากกว่า อาบาดี

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิรักถูกสงวนไว้สำหรับมุสลิมชีอะห์เท่านั้น ส่วนประธานรัฐสภาจะต้องเป็นมุสลิมสุหนี่ และประธานาธิบดีซึ่งเป็นตำแหน่งเชิงพิธีการถูกสงวนไว้สำหรับชาวเคิร์ด ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทั้งสามจะต้องผ่านการคัดเลือกโดยรัฐสภา

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์